วันนี้… 1 ปีผ่านไปนับจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ วงการสถาปนิก วิศวกร และอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย
มีการปรับตัวและรับมือกับความท้าทายนี้อย่างไรบ้าง?
1. บอกลาความเชื่อเดิม มุ่งสู่การออกแบบโครงสร้างให้ “เหนียว” (Ductile Design)
ในอดีต การออกแบบอาคารมักเน้นที่การรับน้ำหนักแนวดิ่งและต้านทานแรงลมเป็นหลัก แต่เหตุการณ์ปี 2568 เปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้ไปอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบัน วิศวกรและสถาปนิกทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อออกแบบอาคารที่มี “ความเหนียว” (Ductility) สูงขึ้น
แทนที่จะสร้างตึกให้แข็งเกร็ง (Rigid) ซึ่งเสี่ยงต่อการเปราะหักเมื่อเจอแรงสั่นสะเทือน การออกแบบยุคใหม่เน้นให้โครงสร้างสามารถยืดหยุ่น โก่งตัวได้โดยไม่พังทลาย มีการนำเทคโนโลยีอย่าง อุปกรณ์ดูดซับแรงสั่นสะเทือน (Seismic Dampers) และ แผ่นยางรองรับฐานราก (Base Isolators) ที่เคยใช้แพร่หลายในญี่ปุ่น นำมาประยุกต์ใช้กับอาคารสร้างใหม่ในไทยมากขึ้น เพื่อช่วยสลายพลังงานจากแผ่นดินไหว
2. ยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย “กฎกระทรวงฯ ปี 2564” อย่างเข้มงวด
แม้ประเทศไทยจะมีกฎกระทรวงว่าด้วยการรับน้ำหนักและต้านทานแผ่นดินไหวฉบับปรับปรุงปี พ.ศ. 2564 ที่มีมาตรฐานสูงอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ตึกถล่มทำให้ภาครัฐและเอกชนหันมา “เอาจริงเอาจัง” กับการตรวจสอบมากขึ้น
- สำหรับตึกใหม่: อาคารสาธารณะ อาคารสูง และอาคารพิเศษ ต้องผ่านการจำลองสถานการณ์แผ่นดินไหวด้วยคอมพิวเตอร์อย่างเข้มงวดก่อนได้รับใบอนุญาต
- สำหรับตึกเก่า: อาคารที่สร้างก่อนปี 2540 (ก่อนมีกฎหมายแผ่นดินไหวฉบับแรก) กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด เกิดกระแสการตื่นตัวในการจ้างผู้ตรวจสอบอาคารเข้ามาประเมินโครงสร้างอย่างขนานใหญ่
3. ยุคทองของงาน “Retrofitting” (การเสริมความมั่นคงแข็งแรงอาคารเก่า)
หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว เจ้าของอาคารเก่าหลายแห่งไม่สามารถทุบทิ้งสร้างใหม่ได้ ธุรกิจการเสริมกำลังโครงสร้าง (Retrofitting) จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด วงการก่อสร้างได้นำเทคนิคใหม่ๆ เข้ามาใช้ เช่น
- การหุ้มเสาด้วยเส้นใยคาร์บอน (Carbon Fiber Wrapping) ที่เพิ่มความแข็งแรงได้มหาศาลโดยไม่เพิ่มน้ำหนักให้อาคาร
- การเพิ่มกำแพงรับแรงเฉือน (Shear Walls) เข้าไปในโครงสร้างเดิม
- การเสริมโครงเหล็กค้ำยันรูปตัวเอ็กซ์ (X-Bracing) เพื่อลดการแกว่งตัวของอาคาร
4. เทคโนโลยี BIM และ AI สู่การป้องกันภัยล่วงหน้า
สถาปนิกและวิศวกรยุคหลังปี 2568 นำเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) มาใช้ร่วมกับการจำลองทางฟิสิกส์ (Physics Simulation) เพื่อดูพฤติกรรมของอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหวแบบ 3 มิติ ทำให้เห็นจุดอ่อนของโครงสร้างตั้งแต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง
นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้ง ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดสุขภาพโครงสร้าง (Structural Health Monitoring – SHM) ไว้ตามจุดสำคัญของอาคารสูง เพื่อส่งข้อมูลการสั่นสะเทือน ความเครียดของคอนกรีต และความเอียงของอาคาร เข้าสู่ระบบคลาวด์แบบ Real-time หากเกิดแผ่นดินไหว ระบบจะประเมินทันทีว่าอาคารปลอดภัยพอที่จะใช้งานต่อหรือไม่ หรือต้องสั่งอพยพทันที
5. มาตรฐานการทำงานของ EM Design
ท่ามกลางความตื่นตระหนกและข้อสงสัยเกี่ยวกับความมั่นคงของอาคารต่างๆ หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว สิ่งหนึ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของโครงการคือ “มาตรฐานการออกแบบแต่ดั้งเดิมที่รัดกุม”
หลังเกิดเหตุการณ์ EM Design ได้ส่งทีมวิศวกรลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบโครงสร้างอาคารทั้งหมดที่เคยผ่านการออกแบบจากบริษัทฯ อย่างเร่งด่วน ผลการตรวจสอบพบว่า “ไม่พบปัญหาหรือความเสียหายเกี่ยวกับโครงสร้างหลักของอาคารแต่อย่างใด” อาคารทุกหลังยังคงความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยสำหรับการใช้งานตามปกติ สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า การยึดมั่นในมาตรฐานการออกแบบระดับสูง การคำนวณเผื่อความปลอดภัยที่เหมาะสม และความใส่ใจในทุกรายละเอียดของ EM Design สามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินจากวิกฤตภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่คาดคิดได้อย่างแท้จริง
เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม 2568 ได้ทิ้งบาดแผลและความสูญเสียไว้มากมาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้มาตรฐานความปลอดภัยของวงการออกแบบและก่อสร้างไทยก้าวกระโดดไปอีกขั้น
วันนี้ สถาปนิกไม่ได้มองแค่ความสวยงาม วิศวกรไม่ได้มองแค่ความคุ้มค่า แต่ทุกคนมองถึง “ความยืดหยุ่นและปลอดภัยต่อชีวิต” (Resilience & Life Safety) เป็นอันดับหนึ่ง เพราะธรรมชาติเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ แต่การเตรียมพร้อมอย่างชาญฉลาดคือสิ่งที่เราควบคุมและลงมือทำได้ตั้งแต่วันนี้