เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หลายท่านที่อาศัยหรือทำงานในอาคารต่างๆ อาจเกิดความไม่สบายใจเกี่ยวกับความมั่นคงแข็งแรง วันนี้เราจึงขอใช้โอกาสนี้สรุปข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมาตรการป้องกันแผ่นดินไหวในประเทศไทย เพื่อให้ท่านใช้เป็นข้อมูลในการประเมินเบื้องต้นว่า อาคารที่เราใช้งานอยู่มีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และควรต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป
พื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวตามกฎหมาย
กฎหมายได้แบ่งพื้นที่เสี่ยงภัยในประเทศไทยออกเป็นระดับต่างๆ โดยพิจารณาจากรอยเลื่อนมีพลัง (Active Faults) และผลกระทบจากแผ่นดินไหวในระยะไกล
- กลุ่มเสี่ยงสูง: เชียงราย, เชียงใหม่, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน, น่าน (พื้นที่ที่อยู่ใกล้รอยเลื่อนมีพลังโดยตรง)
- กลุ่มเสี่ยงปานกลาง: ตาก, กำแพงเพชร, กาญจนบุรี, ราชบุรี (พื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากรอยเลื่อนสำคัญ เช่น รอยเลื่อนเมย, ศรีสวัสดิ์, เจดีย์สามองค์)
- กลุ่มเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง: ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร (เชื่อมโยงกับรอยเลื่อนอันดามัน)
กลุ่มเสี่ยงต่ำ: กรุงเทพฯ, ปทุมธานี, นนทบุรี, อยุธยา (พื้นที่ที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากระยะไกล แต่ความเสียหายต่อโครงสร้างหลักมักเกิดกับอาคารสูงที่อ่อนไหวต่อการสั่นสะเทือน)
ประเมินความเสี่ยงอาคาร: อาคารของคุณอยู่ในกลุ่มไหน?
การประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นสามารถทำได้โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ปีที่สร้าง ชนิดของโครงสร้าง และพื้นที่ตั้ง:
ความเสี่ยงสูง
- อาคารที่สร้างก่อนปี 2540 (ไม่มีมาตรฐานแผ่นดินไหวบังคับใช้)
- อาคารพาณิชย์เก่า หรือบ้านเก่าที่โครงสร้างเปราะบาง
- อาคารที่มี Soft Story (เช่น ชั้นล่างเปิดโล่งเป็นที่จอดรถ ทำให้ขาดผนังรับแรงด้านข้าง)
- อาคารทุกประเภทในพื้นที่เสี่ยงสูง (เช่น เชียงราย, เชียงใหม่)
ความเสี่ยงปานกลาง
- อาคารที่สร้างระหว่างปี 2540 – 2557 (มีมาตรฐานแล้ว แต่ยังไม่เข้มงวดเท่าปัจจุบัน)
- อาคารสูงเก่าที่ไม่ได้เสริมโครงสร้างเพิ่มเติม
- อาคารสูงในพื้นที่ภาคกลางและปริมณฑล (อาจได้รับแรงสะเทือนจากแผ่นดินไหวระยะไกล)
ความเสี่ยงต่ำ
- อาคารที่สร้างหลังปี 2557 และมีการออกแบบตามมาตรฐาน มยผ. ล่าสุด
- บ้านที่ใช้โครงสร้างแข็งแรง มีการติดตั้ง Shear Wall (โครงสร้างกำแพงรับแรงด้านข้าง เช่น ผนังโครงสร้างลิฟต์/บันได)
- อาคารในพื้นที่เสี่ยงต่ำ เช่น ภาคกลางและภาคอีสานที่ไม่มีรอยเลื่อนมีพลัง
แนวทางการป้องกันสำหรับอาคารที่มีความเสี่ยง
สำหรับอาคารที่มีความเสี่ยงสูงหรือปานกลาง การดำเนินการเชิงรุกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด:
- ตรวจสอบอาคาร: หากอาคารเก่า (ก่อนปี 2540) หรือตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง ควรรีบติดต่อ วิศวกรโครงสร้าง เพื่อเข้าประเมินความแข็งแรงของอาคารอย่างละเอียด (Structural Health Assessment)
- เสริมโครงสร้าง (Retrofitting): หากพบว่าโครงสร้างมีจุดอ่อน ควรพิจารณาเสริมความแข็งแรง เช่น ติดตั้ง Shear Wall หรือปรับปรุงฐานราก ตามคำแนะนำของวิศวกร
- เตรียมพร้อมรับมือ: ติดตามข่าวสารแผ่นดินไหวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และศึกษาแผนอพยพฉุกเฉินสำหรับอาคารที่ใช้งานอยู่
- การก่อสร้างใหม่: หากกำลังวางแผนก่อสร้างอาคารใหม่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเน้นการออกแบบโดยใช้มาตรฐานอาคารต้านแผ่นดินไหวล่าสุดของกรมโยธาธิการและผังเมือง (มยผ. 1301/61) เป็นอย่างน้อย
ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงของอาคารจากมุมมองของวิวัฒนาการมาตรการทางกฎหมายและวิศวกรรมโครงสร้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตัดสินใจว่าอาคารของเราควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญหรือไม่
#SmartDesign #SustainableEnergy #ProfitableFuture