1. กฎหมายใหม่เพื่อโลก: ทำความรู้จัก พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กฎหมายฉบับสำคัญที่สุดที่เปรียบเสมือนธรรมนูญด้านสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ของประเทศคือ “ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 กฎหมายฉบับนี้มีหัวใจสำคัญ 3 ประการคือ:
- ตั้งทีมบริหารจัดการ (The “Super Board”)
- กฎหมายได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติขึ้นมาทำหน้าที่กำหนดทิศทางและเป้าหมายของประเทศ เพื่อให้ทุกกระทรวงทำงานสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว สร้างความมั่นใจว่านโยบายด้านพลังงาน คมนาคม และอุตสาหกรรมจะมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
- ตั้งกองทุนสนับสนุน (The “Climate Fund”)
- มีการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศขึ้นใหม่ โดยมีแหล่งเงินทุนมาจากภาษีคาร์บอนและเงินค่าปรับต่างๆ กองทุนนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ (โดยเฉพาะ SMEs) และเกษตรกร ในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่สะอาดขึ้นและปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ
- สร้างกลไกบังคับ (New Mandatory Rules)
- กฎหมายฉบับนี้ได้นำ 2 กลไกภาคบังคับใหม่ที่ทรงพลังมาใช้ ได้แก่:
- การรายงานข้อมูลภาคบังคับ (Mandatory Reporting): บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จะต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซของตนเองอย่างเป็นทางการ หากไม่รายงานจะมีบทลงโทษ
- ระบบตลาดคาร์บอน (Emissions Trading Scheme – ETS): เป็นการวางรากฐานสำหรับระบบ “Cap-and-Trade” ซึ่งจะมีการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากบริษัทใดปล่อยเกินเพดานที่กำหนด จะต้องไปซื้อสิทธิ์ในการปล่อยมาจากบริษัทที่ปล่อยน้อยกว่า
- กฎหมายฉบับนี้ได้นำ 2 กลไกภาคบังคับใหม่ที่ทรงพลังมาใช้ ได้แก่:
กฎหมายฉบับใหม่นี้ได้สร้างเครื่องมือทางการเงินที่จำเป็นขึ้นมาเพื่อบังคับใช้หลักการ ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ นั่นคือ ‘ภาษีคาร์บอน’ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เป็นครั้งแรกในปีนี้
2. เมื่อคาร์บอนมีราคา: ภาษีคาร์บอนฉบับแรกของไทย
ประเทศไทยได้เริ่มจัดเก็บ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นครั้งแรกตามหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2568 ในอัตราเริ่มต้นที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) โดยในระยะแรกจะบังคับใช้กับกลุ่มสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันก่อน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือกลไกการเริ่มใช้แบบ “Soft Landing” ในปี 2568 โดยภาครัฐได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเดิมลงในสัดส่วนที่เท่ากับภาษีคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ ทำให้ราคาขายปลีกที่หน้าปั๊มน้ำมัน “ไม่เปลี่ยนแปลง” ในช่วงแรก เป้าหมายหลักในปีแรกจึงเป็นการสร้างระบบให้พร้อมใช้งาน และสร้างการรับรู้ในสังคมว่า “การปล่อยมลพิษมีต้นทุน”
องค์ประกอบภาษี | กลไกในปี 2568 |
ภาษีคาร์บอน | ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ (200 บาท/ตัน) |
ภาษีสรรพสามิตเดิม | ถูกปรับลดลงในสัดส่วนที่เท่ากัน |
ผลกระทบต่อราคาขายปลีก | ไม่เปลี่ยนแปลง (ในช่วงแรก) |
นอกจากเป้าหมายภายในประเทศแล้ว นโยบายนี้ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศอีกด้วย การมีกลไกราคาคาร์บอนในประเทศ ช่วยให้ไทยมีอำนาจต่อรองในการเจรจาขอยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) กับสหภาพยุโรปได้ โดยอ้างอิงว่าผู้ประกอบการไทยได้จ่ายต้นทุนคาร์บอนในประเทศแล้ว
การสร้างต้นทุนให้กับพลังงานฟอสซิลเป็นเพียงด้านหนึ่งของสมการ อีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างตลาดใหม่ที่เอื้อให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด
3. ปฏิวัติระบบไฟฟ้า: เลือกซื้อ “ไฟฟ้าสีเขียว” ได้แล้ว
ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการปฏิวัติตลาดไฟฟ้าของไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทข้ามชาติที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด 100% ในการดำเนินธุรกิจ โดยมีความก้าวหน้าที่สำคัญ 2 ประการคือ:
- เปิดตัว UGT1 (Utility Green Tariff)
- เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ประเทศไทยได้เปิดตัวแผนค่าไฟฟ้าสีเขียวรูปแบบใหม่เรียกว่า UGT1 ซึ่งเป็นแผนที่อนุญาตให้บริษัทต่างๆ สามารถซื้อไฟฟ้าที่มาพร้อมกับใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificates – RECs) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่ต้องการบรรลุเป้าหมาย RE100 และจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนสำหรับนักลงทุน
- ตัวเลขสำคัญ: ค่าบริการส่วนเพิ่มสำหรับไฟฟ้าสีเขียวนี้อยู่ที่เพียง 0.06 บาท (6 สตางค์) ต่อหน่วย ทำให้ราคารวมสุทธิอยู่ที่ประมาณ 4.21 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากธุรกิจที่ต้องการพลังงานสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center)
- เป้าหมายใหม่ที่ท้าทาย (The New National Goal)
- แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2024) ได้รับการปรับปรุงให้มีความท้าทายมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายใหม่ให้การผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนสูงถึง 51% ภายในปี 2580 โดยมี พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อน
เมื่อภาคการผลิตไฟฟ้าถูกปรับโครงสร้างเพื่อรองรับพลังงานสะอาดแล้ว นโยบายจึงได้มุ่งเป้าต่อไปยังภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ
4. ปรับทัพยานยนต์ไฟฟ้า (EV): สู่การเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก
ในปี 2568 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสงครามราคาที่รุนแรงระหว่างผู้ผลิต เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ รัฐบาลได้ออกมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ ซึ่งผ่านการอนุมัติเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือ การอนุญาตให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถนับยอดรถยนต์ที่ “ผลิตเพื่อส่งออก” มาชดเชยภาระการผลิตในประเทศได้ โดยกำหนดอัตราส่วนใหม่คือ นำเข้ารถยนต์ 1 คัน ต้องผลิตเพื่อส่งออก 1.5 คัน
นโยบายนี้เป็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างชาญฉลาด จากเดิมที่มุ่งเน้นการสร้างตลาดในประเทศ ไปสู่การผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น ศูนย์กลางการผลิตและส่งออก (Export Hub) รถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะสำหรับตลาดพวงมาลัยขวา (RHD) ทั่วโลก ซึ่งไทยมีความได้เปรียบอยู่แล้ว
การส่งเสริมนโยบายในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากพลังงานสะอาดด้วย
5. พลังงานสะอาดเพื่อทุกคน: นโยบายสำหรับบ้านและชุมชน
เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม (Just Transition) ในปี 2568 รัฐบาลจึงได้ผลักดันนโยบายเพื่อให้ประชาชนทั่วไปและชุมชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:
- สิทธิพิเศษสำหรับเจ้าของบ้าน (Solar Rooftop Tax Credit)
- มีการออกมาตรการจูงใจทางภาษีครั้งสำคัญ โดยบุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดถึง 200,000 บาท
- โครงการเพื่อชุมชน (The “Quick Big Win” Initiative)
- เป็นโครงการที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนโดยตรง ตัวอย่างสำคัญของโครงการนี้ ได้แก่ การติดตั้ง ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 1,200 ระบบ เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิง และการสนับสนุน โซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถผลิตไฟฟ้าและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น
นโยบายเหล่านี้ได้วางรากฐานสำคัญให้กับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศในทุกระดับ
ปี 2568 ไม่ใช่แค่ปีแห่งการประกาศนโยบาย แต่เป็นปีแห่งการวางสถาปัตยกรรมทางกฎหมายและการเงินที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
ตั้งแต่ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำหน้าที่เป็นกฎกติกาหลัก ไปจนถึงกลไก ภาษีคาร์บอน ที่สร้างแรงจูงใจทางการเงิน, ตลาดไฟฟ้าสีเขียว (UGT) ที่เปิดทางเลือกใหม่ให้ภาคธุรกิจ และมาตรการส่งเสริม ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานระดับชุมชน ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับเปลี่ยนในทุกระดับ ด้วยรากฐานที่มั่นคงซึ่งถูกวางไว้อย่างเป็นระบบในปีนี้ ประเทศไทยจึงได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาคอย่างเต็มตัว
- สิทธิพิเศษสำหรับเจ้าของบ้าน (Solar Rooftop Tax Credit)
- มีการออกมาตรการจูงใจทางภาษีครั้งสำคัญ โดยบุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดถึง 200,000 บาท
- โครงการเพื่อชุมชน (The “Quick Big Win” Initiative)
- เป็นโครงการที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนโดยตรง ตัวอย่างสำคัญของโครงการนี้ ได้แก่ การติดตั้ง ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 1,200 ระบบ เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิง และการสนับสนุน โซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถผลิตไฟฟ้าและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น
นโยบายเหล่านี้ได้วางรากฐานสำคัญให้กับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศในทุกระดับ
ผู้เขียน : Teppasin Buakaew