จุดเปลี่ยนสำคัญของการออกแบบ ก่อสร้าง และพลังงาน ในยุค Net Zero

ปีพุทธศักราช 2568 (ค.ศ. 2025) นับเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์วงการก่อสร้าง สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมของประเทศไทย ภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินและบริบททางกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการติดตามสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลจากราชกิจจานุเบกษา ประกาศกระทรวง และมติคณะรัฐมนตรีตลอดทั้งปี พบว่ารัฐบาลไทยได้ดำเนินยุทธศาสตร์แบบ “คู่ขนาน” (Dual-Track Strategy) ในการจัดการกฎหมายควบคุมอาคาร กล่าวคือ ในด้านหนึ่งมีการ “ปลดล็อก” พันธนาการทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจพลังงานสะอาด แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับมีการ “กระชับ” มาตรการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มข้นสูงสุดในรอบทศวรรษ

Company Profile

CLIENT :

LOCATION :

SERVICES :

AREA :

COMPLETION :

ส่วนที่ 1: การปฏิวัติกฎหมายพลังงานอาคาร (The Solar Energy Deregulation)

การเปลี่ยนแปลงที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงบวกมากที่สุดในปี 2568 คือการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งถือเป็นการทลายกำแพงอุปสรรคที่ขวางกั้นการเข้าถึงพลังงานสะอาดของภาคประชาชนและภาคธุรกิจมาอย่างยาวนาน

1.1 กฎกระทรวง ฉบับที่ 72 (พ.ศ. 2568): การปลดล็อกเชิงโครงสร้าง

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในกฎกระทรวงฉบับประวัติศาสตร์ และได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 โดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 72 (พ.ศ. 2568) นี้ ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

สาระสำคัญและการตีความทางวิศวกรรม

หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่การนิยามคำว่า “การดัดแปลงอาคาร” ใหม่ สำหรับบริบทของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ โดยระบุความตามกฎหมายว่า:

“การติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีน้ำหนักรวมในบริเวณหนึ่งบริเวณใดไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร บนหลังคาของอาคาร ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร” 

นัยทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม:

  1. พิกัดน้ำหนัก 20 กก./ตร.ม. (Dead Load Threshold): ตัวเลข 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตรนี้ ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมาลอยๆ แต่มาจากการคำนวณทางวิศวกรรมที่รอบคอบ โดยพิจารณาถึงน้ำหนักของแผงโซลาร์เซลล์เทคโนโลยีปัจจุบัน (Monocrystalline/Polycrystalline) รวมกับโครงสร้างรองรับ (Mounting Structure) อะลูมิเนียม ซึ่งโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 12-15 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ทำให้เหลือ Safety Factor เพียงพอสำหรับแรงลม (Wind Load) และน้ำหนักจรอื่นๆ การกำหนดเพดานที่ 20 กก. จึงเป็นการเปิดช่องให้เทคโนโลยีมาตรฐานสามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้องคำนวณโครงสร้างใหม่ที่ซับซ้อน หากอาคารนั้นถูกออกแบบมาตามมาตรฐานวิศวกรรมตั้งแต่ต้น
  2. การขจัดอุปสรรคใบอนุญาต (Elimination of Permit Bottlenecks): ก่อนหน้านี้ การติดตั้งโซลาร์เซลล์มักถูกเจ้าพนักงานท้องถิ่นตีความตามมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ว่าเป็นการ “ดัดแปลง” หรือ “เพิ่มน้ำหนัก” เกินร้อยละ 10 ซึ่งต้องยื่นขอใบอนุญาต อ.1 หรือแจ้งตามมาตรา 39 ทวิ ต้องมีวิศวกรโยธาเซ็นรับรอง (S) และต้องรอระยะเวลาพิจารณา 45 วัน กฎกระทรวงฉบับที่ 72 นี้ ได้ตัดขั้นตอนราชการส่วนนี้ออกไปทันทีสำหรับระบบขนาดเล็กและกลางที่น้ำหนักไม่เกินเกณฑ์

1.2 เปรียบเทียบกระบวนการอนุญาต: 2567 vs 2568

ตารางด้านล่างแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของภาระงานเอกสารและขั้นตอนทางกฎหมายสำหรับเจ้าของอาคารและวิศวกร:

 

องค์ประกอบ

สถานการณ์ปี 2567 (2024)

สถานการณ์ปี 2568 (2025) หลัง 20 พ.ย.

สถานะทางกฎหมาย

ถือเป็น “การดัดแปลงอาคาร” หากน้ำหนักเพิ่ม >10% (ซึ่งมักถูกตีความว่าใช่เสมอ)

ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร หากน้ำหนักรวม 20 กก./ตร.ม.

การยื่นขออนุญาต

ต้องยื่นแบบขออนุญาตดัดแปลง (อ.1) หรือแจ้งมาตรา 39 ทวิ ต่อ อปท.

ไม่ต้องยื่นขออนุญาตดัดแปลงอาคาร (แต่ยังต้องขอขนานไฟกับ กกพ./การไฟฟ้า)

บทบาทวิศวกรโยธา

ต้องลงนามรับรองความมั่นคงแข็งแรงในแบบยื่นขออนุญาต (ภาระความรับผิดชอบสูงตามกฎหมาย)

ไม่ต้องลงนามในเอกสารยื่น อปท. (แต่ควรตรวจสอบหน้างานเพื่อจรรยาบรรณความปลอดภัย)

ระยะเวลาดำเนินการ

30 – 45 วัน (เฉพาะขั้นตอนโยธา)

0 วัน (ดำเนินการติดตั้งได้เลยในส่วนของโครงสร้าง)

ค่าใช้จ่ายแฝง

ค่าเขียนแบบ, ค่าเซ็นรับรองแบบ, ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต

ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (เหลือเพียงค่าติดตั้งและค่าอุปกรณ์)

1.3 ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

การประกาศใช้กฎกระทรวงนี้ในช่วงปลายปี 2568 คาดว่าจะส่งผลให้เกิด “Solar Boom” ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัย (Residential) และอาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก (SME) เนื่องจากต้นทุนแฝงในการขออนุญาตลดลง และความกังวลเรื่องกฎหมายถูกปลดล็อก สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน

ส่วนที่ 2: มาตรการสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ (EIA 2025) – ความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้น

ในขณะที่กฎหมายพลังงานผ่อนคลายลง กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมกลับถูกปรับปรุงให้รัดกุมและปิดช่องว่างทางกฎหมาย (Legal Loopholes) ที่เคยถูกใช้ประโยชน์โดยนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

2.1 ประกาศ ทส. ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2568): การปฏิรูปนิยามและการบังคับใช้

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ออก ประกาศเรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 และมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

2.2 การเปลี่ยนแปลงนิยาม “อาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ” (ลำดับที่ 27)

ประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อนักออกแบบและ Developer มากที่สุด คือการแก้ไขนิยามในเอกสารท้ายประกาศ 4 ลำดับที่ 27 ว่าด้วยอาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป

ก. การปิดช่องว่าง “Mixed-Use”

กฎหมายฉบับปี 2568 ระบุชัดเจนถึงลักษณะการใช้ประโยชน์อาคารที่ต้องทำ EIA ดังนี้:

  1. อาคารพาณิชย์ค้าปลีก/ค้าส่ง (Retail/Wholesale): ครอบคลุมอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน หรือเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม
  2. อาคารอเนกประสงค์ (Mixed-Use Definition): ระบุชัดเจนถึง “อาคารที่ใช้เพื่อประโยชน์ในกิจการหลายประเภทในอาคารหลังเดียวกัน” โดยหากมีส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ค้าปลีก/ค้าส่ง (ตามข้อ 1) และอีกส่วนเป็น “สำนักงานหรือที่ทำการของเอกชน” จะต้องเข้าข่ายการทำ EIA ทันที หากพื้นที่รวมเกิน 10,000 ตร.ม. 

วิเคราะห์ผลกระทบ: ในอดีต (ปี 2564-2566) โครงการ Mixed-use บางแห่งพยายามเลี่ยงการทำ EIA โดยการนิยามพื้นที่บางส่วนให้คลุมเครือ หรือแยกอาคาร แต่ประกาศฉบับปี 2568 นี้ ปิดโอกาสดังกล่าว โดยเจาะจงไปที่ “การใช้งานร่วม” (Combined Use) ระหว่าง Office และ Retail ซึ่งเป็นรูปแบบมาตรฐานของ Lifestyle Center และ Office Tower สมัยใหม่ ในกรุงเทพฯ

ข. ข้อยกเว้นที่น่าสนใจ

ประกาศฉบับนี้ยังคงข้อยกเว้นสำหรับ “ตลาดตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข”, ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง, ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือร้านเครื่องเรือน ซึ่งไม่ต้องนับรวมในนิยามนี้ แสดงให้เห็นว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งเน้นไปที่ห้างสรรพสินค้า (Department Store) และศูนย์การค้า (Shopping Center) ที่สร้างปริมาณการจราจร (Traffic Generation) และขยะ (Solid Waste) ปริมาณมหาศาล มากกว่าร้านค้าเฉพาะทาง

2.3 การคุ้มครองพื้นที่ประวัติศาสตร์ (Heritage Protection) – ลำดับที่ 20.7

กฎหมายปี 2568 ได้เพิ่มมาตรการคุ้มครองโบราณสถาน โดยกำหนดให้โครงการ “ทางหลวงหรือถนน” ที่ตัดผ่านพื้นที่ในระยะ 500 เมตร จากโบราณสถาน แหล่งโบราณคดี หรืออุทยานประวัติศาสตร์ ต้องจัดทำรายงาน EIA 

ข้อยกเว้นสำคัญ: กฎหมายระบุข้อยกเว้นสำหรับ “ถนนผังเมือง” ตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ซึ่งจุดนี้มีความสำคัญต่อนักวางผังเมือง เพราะหากถนนเส้นนั้นถูกบรรจุอยู่ในแผนผังเมืองรวม (Comprehensive Plan) แล้ว อาจได้รับสิทธิ์ยกเว้นไม่ต้องทำ EIA ในระดับโครงการซ้ำซ้อน ซึ่งช่วยลดความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

2.4 ปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำ EIA ปี 2568

จากการสัมมนาและการหารือร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 พบประเด็นปัญหาหน้างานจริงที่สถาปนิกต้องระวัง:

  • ข้อมูลโครงการไม่นิ่ง: ที่ปรึกษา EIA หลายรายสะท้อนปัญหาว่า เจ้าของโครงการมักเปลี่ยนแปลงแบบ (Design Changes) บ่อยครั้ง ทำให้ข้อมูลไม่ชัดเจน ซึ่งตามกฎหมายใหม่ หากข้อมูลไม่นิ่ง คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) จะไม่รับพิจารณา
  • มาตรการเสียงและฝุ่น: ในพื้นที่ก่อสร้างที่ติดถนนใหญ่หรือชุมชน กฎหมายปี 2568 เรียกร้องแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Modeling) ที่แม่นยำขึ้น การกั้นรั้ว Metal Sheet 3 เมตรแบบเดิมอาจไม่ผ่านเกณฑ์ หากผล Run Model ยังเกินค่ามาตรฐาน ต้องมีการออกแบบกำแพงกันเสียง 2 ชั้น หรือมาตรการลดจำนวนเครื่องจักร

ส่วนที่ 3: ความปลอดภัยสาธารณะและมาตรฐานวิศวกรรม (บทเรียนจากปี 2568)

ปี 2568 นับเป็นปีที่วงการก่อสร้างไทยเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นจากอุบัติเหตุร้ายแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์เครนถล่มในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

3.1 วิกฤตการณ์ถนนพระราม 2 และการตอบสนองของรัฐ

เหตุการณ์คานเหล็กและเครนถล่มในไซต์งานก่อสร้างทางด่วนถนนพระราม 2 ในปี 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ นำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายแรงงานและกฎหมายควบคุมอาคารในมิติ “บทลงโทษ” (Punitive Measures) ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

3.2 มาตรการ “สมุดพกผู้รับเหมา” (Contractor Demerit System)

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการในปี 2568 ให้กรมบัญชีกลางและกรมทางหลวง บังคับใช้มาตรการตัดคะแนนผู้รับเหมาอย่างจริงจัง:

  • การลดชั้น (Downgrading): หากผู้รับเหมาชั้นพิเศษ (Special Class) ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง จะถูกตัดคะแนนและมีผลให้ถูก “ลดชั้น” ลงมา ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสิทธิ์ในการประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต
  • การแบล็กลิสต์ (Blacklisting): กรณีมีผู้เสียชีวิต รัฐบาลประกาศนโยบายที่จะตัดสิทธิ์การรับงาน (Ban) นานสูงสุดถึง 2 ปี ซึ่งถือเป็น “Death Sentence” สำหรับบริษัทรับเหมาที่พึ่งพางานภาครัฐ 
  • คำสั่งหยุดงาน (Stop Work Order): การสั่งหยุดงาน 3-7 วันเพื่อตรวจสอบสาเหตุ กลายเป็นมาตรฐานปฏิบัติใหม่ในปี 2568 ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เครนล้มหรือนั่งร้านถล่ม โดยไม่มีการผ่อนปรนเรื่องระยะเวลาส่งมอบงาน (Extension of Time) ในส่วนที่เกิดจากความประมาท 

3.3 กฎหมายแผ่นดินไหว (Seismic Design)

แม้กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนักฯ ต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2564 จะประกาศใช้มาก่อนหน้านี้ แต่ในปี 2568 การบังคับใช้ได้ขยายวงกว้างและมีความเข้มงวดในการตรวจแบบคำนวณโครงสร้าง (Structural Calculation Review) มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตก รวมถึงอาคารสูงในกรุงเทพฯ ที่ต้องออกแบบรองรับ “การโยกตัว” (Drift) จากแผ่นดินไหวระยะไกล

ส่วนที่ 4: การวางผังเมืองและการพัฒนาเมือง (Urban Planning Outlook)

4.1 ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4)

สถานะล่าสุด ณ ปลายปี 2568 ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการที่ปรึกษาผังเมืองรวมฯ แล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมโยธาธิการและผังเมือง (ขั้นตอนที่ 8) โดยคาดว่าจะมีการประกาศใช้จริงในปี 2570 แม้จะยังไม่ประกาศใช้เป็นกฎกระทรวง แต่รายละเอียดในร่างผังเมืองปี 2568 ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อนักลงทุน:

  • FAR Bonus (Floor Area Ratio Bonus): มาตรการจูงใจให้เพิ่มพื้นที่อาคารได้ 5-20% แลกกับการจัดให้มีพื้นที่สีเขียวสาธารณะ พื้นที่กักเก็บน้ำ (Water Retention) หรืออาคารประหยัดพลังงาน 
  • ลดที่จอดรถคอนโดมิเนียม (TOD): นโยบายลดข้อกำหนดที่จอดรถในพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า (Transit-Oriented Development) จากเดิม 1 คันต่อ 120 ตร.ม. อาจปรับเป็น 1 คันต่อ 240 ตร.ม. เพื่อลดต้นทุนก่อสร้างและส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน 

4.2 ระบบบำบัดน้ำเสียอาคาร (Rule 71 Enforcement)

กฎกระทรวง ฉบับที่ 71 (พ.ศ. 2566) ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปลายปี 2566 ได้มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2568 

  • การเปลี่ยนแปลง: อาคารที่ตั้งอยู่ในเขตให้บริการบำบัดน้ำเสียรวมของรัฐ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำระบบบำบัดเต็มรูปแบบ แต่ต้องมี “ระบบบำบัดขั้นต้น” (Pre-treatment) และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย
  • บทเฉพาะกาล: อาคารเก่า หรืออาคารที่ยื่นขออนุญาตไว้ก่อนกฎกระทรวงนี้บังคับใช้ ได้รับสิทธิ์ยกเว้นไม่ต้องปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียตามกฎหมายใหม่ แต่โครงการใหม่ที่ยื่นขออนุญาตในปี 2568 ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 

ส่วนที่ 5: สังคมผู้สูงอายุและการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design 2025-2026)

ปี 2568 รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และการเคหะแห่งชาติ ได้ยกระดับนโยบายที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aged Society) อย่างเป็นรูปธรรม

5.1 นโยบาย “พม. 5×5” และ Senior Complex

ในปี 2568 การเคหะแห่งชาติได้ขับเคลื่อนนโยบาย “พม. 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร” โดยมุ่งเน้นการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) และการปรับปรุงอาคารเดิม (Renovation) ให้รองรับการใช้งานของผู้สูงวัย [17]

  • มาตรฐาน NHA Eco-Village: การออกแบบชุมชนยั่งยืนที่ผสมผสาน Universal Design (UD) เข้ากับแนวคิด Resilient Housing (ที่อยู่อาศัยที่ยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ)

5.2 โมเดลต้นแบบ “บางพลัด” (Bang Phlat Model)

สำนักงานเขตบางพลัด ร่วมกับ กทม. ได้จัดทำ “คู่มือแนวทางการปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับคนทุกวัย (Design Guidelines)” ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อเป็นต้นแบบนวัตกรรมการบริการประชาชน คู่มือนี้เน้นการปรับปรุงบ้านแถวและตึกแถวเก่าในเมือง ให้มีทางลาด ห้องน้ำ และพื้นที่สัญจรที่ผู้สูงอายุใช้งานได้จริง ซึ่งคาดว่าจะถูกขยายผลไปใช้เป็นมาตรฐานแนะนำในเขตอื่นๆ ของ กทม. ในปี 2569 

ส่วนที่ 6: บทวิเคราะห์เศรษฐกิจและต้นทุนก่อสร้าง ปี 2568

6.1 บัญชีราคาค่าวัสดุก่อสร้างและแรงงาน ปี 2568

กองออกแบบ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานภาครัฐ ได้ประกาศบัญชีราคาวัสดุก่อสร้างและแรงงาน ปีงบประมาณ 2568 ออกมาแล้ว ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญสำหรับผู้รับเหมางานราชการ [19]

  • แนวโน้มราคา: ราคากลางมีการปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยตามภาวะเงินเฟ้อและค่าขนส่ง แต่ค่าแรงงานยังคงทรงตัวในระดับสูง การบริหารจัดการต้นทุน (Cost Control) จึงเป็นความท้าทายหลักของผู้รับเหมาในปีนี้

ส่วนที่ 7: พยากรณ์อนาคต 2569 (2026 Forecast) – ยุคแห่ง Net Zero

จากการวิเคราะห์ร่างกฎหมายที่ผ่านมติ ครม. ในช่วงปลายปี 2568 เราสามารถคาดการณ์ฉากทัศน์ (Scenario) ของปี 2569 ได้อย่างแม่นยำ โดยศูนย์กลางของความเปลี่ยนแปลงจะอยู่ที่ “กฎหมายโลกร้อน”

7.1 ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act)

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการของ “ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ…..” ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่บทที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทย [20]

กลไกทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นในปี 2569-2570:

  1. กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund): ตามมาตรา 21 และ 23 ของร่าง พ.ร.บ. จะมีการจัดตั้งกองทุนนิติบุคคล เพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการลดก๊าซเรือนกระจก เงินรายได้ของกองทุนจะมาจากค่าธรรมเนียมคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิ (ETS) [22]
  2. คณะกรรมการนโยบายฯ (National Committee): ตามมาตรา 10 จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อกำกับทิศทางนโยบาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกฎหมายลูกที่บังคับให้อาคารขนาดใหญ่ต้อง “เปิดเผยข้อมูล” การปล่อยคาร์บอน (Mandatory Disclosure) [20]
  3. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax): แนวโน้มการเก็บภาษีจากสินค้า 31 ประเภท (รวมถึงวัสดุก่อสร้าง เช่น ซีเมนต์ เหล็ก) จะทำให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่มี Carbon Footprint สูง ปรับตัวขึ้นทันทีในปี 2569 บีบให้ผู้ออกแบบต้องหันไปใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม [20]

7.2 เป้าหมาย Net Zero และ COP30

ไทยได้ประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 (ปรับเร็วขึ้นจากเดิม 2065) ในที่ประชุม COP30 ซึ่งจะจัดขึ้นในปี 2568 นี้ แรงกดดันจากเวทีโลกจะเร่งให้ไทยต้องบังคับใช้ Building Energy Code (BEC) อย่างเข้มงวดกับอาคารทุกประเภทในปี 2569 เป็นต้นไป [20]

ปี 2568 คือปีแห่งการ “เตรียมความพร้อม” (Preparation Year) ก่อนเข้าสู่ยุคบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมเต็มรูปแบบ สถาปนิกและวิศวกรต้องเร่งปรับตัวโดยการเรียนรู้เทคโนโลยี Solar Roof ที่กฎหมายเปิดช่องให้แล้ว และต้องแม่นยำในข้อกำหนด EIA ใหม่สำหรับอาคารสูง ในขณะเดียวกัน ผู้รับเหมาต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบล็กลิสต์จากภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงอุปสรรค แต่คือโอกาสในการยกระดับวิชาชีพสู่มาตรฐานสากล เพื่อรองรับโลกยุค Net Zero ที่กำลังจะมาถึงในปี 2569

EM Design & Management

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตย์และวิศวกรรมครบวงจร 

ผู้เขียน : Teppasin Buakaew

• Insights

Ideas, Stories, and Strategies Worth Sharing

ค้นพบแนวคิด เรื่องราว และกลยุทธ์จากประสบการณ์จริงของเรา ที่ผสานดีไซน์พลังงาน และ นวัตกรรม เพื่อแก้โจทย์ธุรกิจและสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน