ปรับตัวเข้าหาโลก เหตุผลที่โรงแรมปัจจุบันต้องกรีน!

อุตสาหกรรมการบริการและการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ที่ความหรูหราเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อีกต่อไป แต่ต้องมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม” การออกแบบและพัฒนาโรงแรมให้เป็น “อาคารเขียว” (Green Building) ไม่ใช่เพียงการทำ CSR เพื่อภาพลักษณ์ แต่กลายเป็นยุทธศาสตร์หลักทางธุรกิจ (Core Business Strategy) เพื่อรับมือกับกฎหมายโลกใหม่ ลดต้นทุนการดำเนินงานระยะยาว และดึงดูดกลุ่มนักเดินทางคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง

Company Profile

CLIENT :

LOCATION :

SERVICES :

AREA :

COMPLETION :

แรงขับเคลื่อนระดับโลก: ทำไมธุรกิจโรงแรมต้องปรับตัวเป็น “สีเขียว”?

การปรับตัวของอุตสาหกรรมโรงแรมถูกผลักดันด้วยปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค มาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศ และ นโยบายด้านภาษีสิ่งแวดล้อม

  • พลวัตพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่: ข้อมูลจากแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Booking.com ในปี 2025 เผยว่า นักเดินทางถึงร้อยละ 93 มีความต้องการที่จะเลือกทางเลือกในการเดินทางที่ยั่งยืนมากขึ้น 1 นอกจากนี้ ร้อยละ 75 ของนักเดินทางทั่วโลกยังคาดหวังให้ที่พักมีแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน  และร้อยละ 73 ต้องการให้เม็ดเงินที่จ่ายไปหมุนเวียนกลับไปสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น 
  • แรงกดดันจากกฎหมายยุโรป (CSDDD & CSRD): สหภาพยุโรปได้บังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลให้บริษัททัวร์และแพลตฟอร์มจองที่พัก (OTAs) ระดับโลก ต้องจัดลำดับความสำคัญและส่งเสริมโรงแรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืน ปัจจุบันนักท่องเที่ยวยุโรปมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในไทย แต่สร้างรายได้ถึง 1 ใน 3 ของรายได้รวม การไม่ปรับตัวอาจทำให้โรงแรมไทยสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดพรีเมียมนี้ไป
  • การบังคับใช้ภาษีคาร์บอนในประเทศไทย (Carbon Tax): ประเทศไทยกำลังเตรียมบังคับใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเริ่มจากการเก็บภาษีคาร์บอนผ่านโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงปี 2025-2026 ในอัตรานำร่องที่ 200 บาท ต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน แม้จะเริ่มต้นจากการเก็บในระดับเชื้อเพลิงต้นทาง (เช่น น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 0.46 บาท/ลิตร) แต่ในอนาคตจะขยายผลครอบคลุมถึงระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ภายในปี 2029 อาคารที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองจะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

มาตรฐาน GSTC และโอกาสทางการตลาด ของโรงแรมไทย

การพิสูจน์ความยั่งยืนต้องอาศัย “มาตรฐานการรับรอง” ที่เป็นที่ยอมรับระดับสากล โดยมี Global Sustainable Tourism Council (GSTC) เป็นมาตรฐานสูงสุดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

  • ช่องว่างทางการตลาดที่ยังเปิดกว้าง: สถิติในปี 2024 ระบุว่า มีโรงแรมในประเทศไทยเพียงประมาณ 100 แห่ง (หรือราว 1% ของโรงแรมทั้งประเทศ) ที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ริเริ่มปรับปรุงโรงแรมให้ผ่านมาตรฐานได้ก่อน จะมีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมหาศาล และกลายเป็นตัวเลือกแรกของเอเจนซี่ทัวร์ยุโรปและองค์กรข้ามชาติ
  • Green Hotel Plus (มาตรฐานทางเลือกของไทยสู่สากล): กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ได้ยกระดับมาตรฐาน “โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel)” เป็นระดับ “Green Hotel Plus” ซึ่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเทียบเท่ากับเกณฑ์ GSTC ระดับโลกแล้ว ครอบคลุมตั้งแต่ นโยบายบริหารจัดการ, การใช้ผลิตภัณฑ์สีเขียว, การพัฒนาบุคลากร, การจัดการขยะและพลังงาน ไปจนถึงการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 

ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผลตอบแทน (ROI) และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ความเชื่อเก่าที่ว่า “การทำอาคารเขียวต้องใช้ต้นทุนสูง” นั้นไม่เป็นความจริงอีกต่อไป เมื่อประเมินผลตอบแทนตลอดอายุการใช้งาน (Life-cycle costing)

  • ต้นทุนแรกเริ่ม (Upfront Cost) และระยะเวลาคืนทุน: ข้อมูลจากสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนระบุว่า อาคารเขียวมีต้นทุนส่วนเพิ่มโดยเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 2 เท่านั้น  ขณะที่โซลูชันด้านการลดพลังงานส่วนใหญ่ใช้งบเพิ่มร้อยละ 0-10 ในทางกลับกัน โรงแรมสามารถประหยัดค่าสาธารณูปโภค (ซึ่งปกติคิดเป็นร้อยละ 6-20 ของต้นทุนการดำเนินงาน) ทำให้คืนทุนได้ภายในเวลา 1-10 ปี สำหรับการปรับปรุงอาคารเดิม และน้อยกว่า 1 ปี สำหรับอาคารสร้างใหม่ 
  • การเพิ่มราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR): โรงแรมที่ได้มาตรฐานอาคารเขียว เช่น LEED สามารถกำหนดราคาห้องพัก (ADR) ได้สูงกว่าโรงแรมทั่วไปในระดับเดียวกันเฉลี่ยถึง 16 – 20 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 500-700 บาท) ต่อคืน และช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินโดยรวมได้ร้อยละ 4 
  • มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ (Double Tax Deduction): ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการทางภาษี ให้ธุรกิจโรงแรมสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการ “ต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยาย หรือปรับปรุง” ทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการโรงแรม (ระหว่างวันที่ 29 ต.ค. 2025 – 31 มี.ค. 2026) มาหักเป็นรายจ่ายได้ถึง 2 เท่า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับปรุงยกระดับโรงแรม
  • สิทธิประโยชน์ BOI และ Green Finance: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี (และลดหย่อน 50% ต่อเนื่องอีก 5 ปี) สำหรับโปรเจกต์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน 8 โดยมีเงื่อนไขว่ามูลค่าพลังงานที่ประหยัดได้ใน 5 ปี ต้องคุ้มค่ากับภาษีที่ได้รับการยกเว้นใน 3 ปี นอกจากนี้ โครงการสีเขียวยังสามารถเข้าถึง “สินเชื่อสีเขียว (Green Loans)” จากธนาคารพาณิชย์ที่มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ

ยุทธศาสตร์ทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม (Design & Technology Strategies)

เพื่อให้โรงแรมประหยัดทรัพยากรได้อย่างเป็นรูปธรรมและบรรลุมาตรฐานอาคารเขียว (เช่น TREES, LEED, EDGE) สถาปนิกและวิศวกรควรบูรณาการแนวทางต่อไปนี้:

4.1. การออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงรับ (Passive Design)

  • การควบคุมค่าถ่ายเทความร้อน (OTTV/RTTV): เนื่องจากโรงแรมเปิดใช้งาน 24 ชั่วโมง (8,760 ชั่วโมง/ปี) กฎหมายอาคารและเกณฑ์ประเมินอาคารเขียวจึงเข้มงวดมาก โดยกำหนดค่า OTTV ต้องไม่เกิน 30 W/m2 และ RTTV ไม่เกิน 10 W/m2 (ต่ำกว่าอาคารสำนักงานทั่วไปที่ให้ถึง 50 W/m2) 
  • การบริหารพื้นที่กระจก (Window-to-Wall Ratio – WWR): หากใช้วัสดุกระจกใสทั่วไปคู่กับผนังอิฐมอญ ควรมีพื้นที่กระจกไม่เกินร้อยละ 15 ของผนังทั้งหมด แต่หากต้องการวิวที่กว้างขึ้น การลงทุนใช้กระจกลามิเนตสีเขียว หรือกระจกสะท้อนแสง คู่กับผนังคอนกรีตมวลเบา จะช่วยขยายพื้นที่กระจกได้ถึงร้อยละ 15-40 โดยยังผ่านเกณฑ์ความร้อน 
  • การระบายอากาศและร่มเงา: การจัดวางอาคารขวางทิศทางลมเพื่อสร้างการระบายอากาศแบบข้ามพื้นที่ (Cross Ventilation) และการออกแบบให้มีช่องระบายความร้อนด้านบน (Stack effect) รวมถึงการใช้ร่มเงาจากพันธุ์ไม้ประดับ (Vegetation Shading) จะช่วยลดอุณหภูมิรอบอาคารได้ดีเยี่ยม 

4.2. เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ (Smart IoT & Active Design) การติดตั้งระบบ IoT ในอาคาร ใช้งบประมาณเฉลี่ยเพียงร้อยละ 15 ของงบระบบประกอบอาคาร แต่มีระยะเวลาคืนทุนรวดเร็วไม่เกิน 18 เดือน 

  • ระบบปรับปริมาณลมเย็นตามความต้องการ (Demand-controlled ventilation): ช่วยลดต้นทุนระบบปรับอากาศ (HVAC) ได้ร้อยละ 10-30
  • ระบบแสงสว่างอัตโนมัติ (Occupancy-based lighting): ใช้เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว ช่วยประหยัดค่าไฟแสงสว่างได้ร้อยละ 20-25
  • ระบบตรวจสอบรอยรั่วของน้ำ (Leak detection): ป้องกันความเสียหายของทรัพยากรน้ำจากการรั่วซึมในระบบท่อ

4.3. วัสดุศาสตร์และการจัดการน้ำ (Sustainable Materials & Water Management)

  • หลีกเลี่ยงฉนวนกันความร้อนแบบทั่วไปที่อาจกักเก็บความชื้นในเขตร้อนชื้น และเปลี่ยนมาใช้ฉนวนแบบระบายอากาศได้ (Breathable insulation) เพื่อป้องกันเชื้อรา 
  • เลือกใช้สุขภัณฑ์ก๊อกน้ำและฝักบัวแบบประหยัดน้ำ (Water-efficient fixtures) รวมถึงการติดตั้งระบบน้ำสีเทา (Grey Water System) เพื่อนำน้ำจากห้องพักมารีไซเคิลรดน้ำต้นไม้ในภูมิทัศน์ของโรงแรม

ถอดบทเรียนกรณีศึกษาโรงแรมสีเขียวที่ประสบความสำเร็จ

  1. Sivatel Bangkok (ศิวาเทล กรุงเทพฯ): ต้นแบบโรงแรมบูทีคที่ประสบความสำเร็จด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โรงแรมมีนโยบายเลิกใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง สามารถลดขวดน้ำพลาสติกได้ 120,200 ขวด และหลอดพลาสติก 9,000 หลอดต่อปี  นอกจากนี้ยังนำเศษอาหารที่เหลือไปเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly) เพื่อเป็นอาหารสัตว์ และทำปุ๋ยสำหรับแปลงผักสวนครัวบนดาดฟ้า ผลลัพธ์จากการสร้างแบรนด์สีเขียวที่ชัดเจน ทำให้รายได้รวมของโรงแรมเติบโตขึ้นอย่างมากในปี 2022 และช่วยกระจายรายได้สู่เครือข่ายเกษตรกรชุมชนกว่า 40 กลุ่มทั่วประเทศ 
  2. HOMA Phuket Town: โครงการที่พักอาศัยกึ่งโรงแรมที่พัฒนาขึ้นตามมาตรฐาน LEED Gold และ EDGE Certification โดยสามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 28 และลดการใช้น้ำลงร้อยละ 39 ด้วยระบบรีไซเคิลน้ำสีเทา (Grey water)  ความโปร่งใสของข้อมูล ESG ยังทำให้โครงการสามารถเข้าถึง “สินเชื่อสีเขียว (UOB Green Loans)” ดึงดูดนักลงทุนสายความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม 
  3. กลุ่มโรงแรม Accor (เช่น Mercure และ ibis Bangkok Siam): ตัวอย่างการวางรากฐานนโยบายด้วยการตั้ง “คณะกรรมการสีเขียว (Green Committees)” ข้ามแผนก  ดำเนินการติดตั้งหลอดไฟ LED ร้อยละ 100 ควบคู่กับระบบตั้งเวลา (Timer systems) ช่วยลดค่าไฟได้ถึงร้อยละ 18 และเปลี่ยนสุขภัณฑ์ใหม่ลดปริมาณการใช้น้ำได้ร้อยละ 12 ภายใต้มาตรฐานสากล Green Key 

การพัฒนาโครงการโรงแรมภายใต้บริบท “โรงแรมที่ดีคือโรงแรมที่กรีน” เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในทศวรรษนี้ ผู้ประกอบการควรพิจารณา 3 แนวทางหลักเพื่อสร้างโอกาสสูงสุด ได้แก่:

  1. คว้าสิทธิประโยชน์ทางการเงินทันที: รีบใช้ประโยชน์จากมาตรการหักรายจ่ายภาษี 2 เท่าของรัฐบาลสำหรับการปรับปรุงโรงแรม (ภายในมีนาคม 2026) และยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI
  2. ออกแบบด้วยหลัก Life-cycle ROI: ผสมผสานสถาปัตยกรรมเชิงรับ (Passive Design) เข้ากับเทคโนโลยี IoT อัจฉริยะ เพื่อให้ประหยัดพลังงานได้ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงระบบปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจาก “ภาษีคาร์บอน” ได้โดยตรง
  3. ตั้งเป้าหมายสู่มาตรฐานสากล (GSTC): เนื่องจากยังมีโรงแรมในไทยเพียงร้อยละ 1 ที่ได้การรับรองระดับสากล การรีบเข้ารับการประเมินมาตรฐาน เช่น Green Hotel Plus, EDGE หรือ LEED จะทำให้โรงแรมของคุณโดดเด่นในตลาดโลก และดึงดูดฐานลูกค้าคุณภาพสูงที่พร้อมจ่ายเพื่อความยั่งยืนได้อย่างแน่นอน

• Insights

Ideas, Stories, and Strategies Worth Sharing

Explore ideas, stories, and strategies from our real world projects where design, energy, and innovation come together to solve challenges and create lasting impact.